บทที่ 8 การสร้างภาพ

บทที่ 8

การสร้างภาพ

วันนี้เสิ่นเยว่ต้องมาร่วมงานเลี้ยงกับสามี หลังจากเรื่องการรับอนุใหม่และมู่อันที่ตายก็ผ่านมากว่าสิบวัน ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงสงบ หากเป็นชาติภพที่นางพลาด ตอนนี้เสิ่นเยว่คงเป็นสตรีเสียสติที่ถูกสามีจับขังไว้ในจวน ข่าวเสียหายของนางดังไปทั่วเมืองหลวง

เสิ่นเยว่ยิ้ม นางมองสามีที่นั่งด้านข้างอยู่บนรถม้า เขากับนางมางานด้วยกัน งานนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดในวังหลวง เสิ่นเยว่มองสามีด้วยสายตาวางเปล่า สายตานี้ทำให้เหวินซูที่เห็นรู้สึกประหลาด นางไม่เคยมองเขาเช่นนี้ ทุกครั้งที่มองยังเต็มไปด้วยความรักใคร่หลงใหล

มันแปลกจนเขารู้สึกไม่ดี พอมองอีกทีนางก็กลับมาเป็นปกติ แต่สายตานั้นเขาจำไม่ลืม

“เจ้าดูแปลกไปนะ”

ในที่สุดจางเหวินซูก็เลือกทำลายความเงียบที่ก่อตัวบนรถม้า เขาเอ่ยถามเสียงเบา

“แปลกอย่างไรเจ้าคะ”

เสิ่นเยว่เองก็ทำทีไม่รู้ นางยังถามเขาด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนหวานเช่นเคยเพื่อไม่ให้เขาสงสัยอะไรมากจนเกินไป

“ไม่รู้สิ แค่คิดว่าเจ้าแปลก คงรวมถึงการแต่งตัวเจ้าด้วยที่แปลกตามากขึ้น”

ก่อนทั้งสองจะได้คุย ตอนนี้ก็เดินทางมาถึงหน้าวังแล้ว ทำให้ต้องลงจากรถม้า น่าแปลกที่ครั้งนี้เมื่อเสิ่นเยว่ออกมาจากรถม้า นางเห็นมือของเขายื่นมาให้จับ หากเป็นชาติภพก่อนไม่มีทางที่เขาจะยื่นมือมาให้แน่

เสิ่นเยว่ยิ้มหวาน นางมองไปอีกทางแล้วหันกลับมาหาสามี มือเรียวขาวดุจหยกวางลงบนมือของจางเหวินซูที่ตอนนี้เขามองภรรยาตนเองเหมือนถูกมนต์สะกด ยิ่งนางยิ้มยิ่งดูน่ามองน่าหลงใหล ทำไมเขาไม่เคยมองนางในมุมนี้มาก่อน

เสิ่นเยว่แสดงความเขินอาย ใบหน้างดงามแดงซ่านมากยิ่งขึ้น

นางถูกสามีกุมมือแน่น เดินเข้างานท่ามกลางสายตาคนหมู่มากที่มองสามีภรรยาทั้งสองด้วยสายตาชื่นชม ภรรยาก็งดงามอ่อนหวาน เมตตาใจกว้างสมเป็นเมียเอก สามีก็หล่อเหลาหน้าที่การงานในอนาคตไกลแน่นอน

จากมุมหนึ่งของหน้างาน เจิ้งส่วงมองคนรักที่เอ่ยปากว่ารักนางหนักหนา จูงมือสตรีที่เขาเคยเอ่ยปากให้คำสัญญาแล้วว่าจะไม่มีทางแตะต้องด้วยความเกลียดชัง

มือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันก่อนจะเหวี่ยงผ้าเช็ดหน้าลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้เพื่อระบายอารมณ์ งานวันนี้เป็นงานใหญ่ นางจึงทำอะไรไม่ได้

รอให้นางหาทางกำจัดได้เสียก่อนเถอะ นางจะเอาให้หายแค้น

เสิ่นเยว่เห็นเจิ้งส่วง ผิดกับผู้เป็นสามีที่ไม่ได้มอง การกระทำแสนหวานของนางต่อสามีคือสิ่งที่แสดงให้เจิ้งส่วงได้เห็นว่า ตอนนี้ความสัมพันธ์สามีภรรยาดีขึ้นเหมือนที่เสิ่นเยว่ไปพูดกับอีกฝ่ายไว้

มือที่กุมกันแน่นมันช่างดูอบอุ่นจนร้อน เสิ่นเยว่เดินเคียงข้างสามี นางยิ้มหวานทักทายผู้คนที่เดินผ่าน แสดงบทบาทภรรยาแสนดีใจกว้าง ดวงหน้าประดับรอยยิ้ม

จางเหวินซูยิ่งได้กลิ่นหอมจากตัวภรรยา เขาเริ่มไม่อยากเสียนางไปแล้ว ในหัวเริ่มคิดว่าถ้าเขาเก็บนางไว้จะไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยนางก็มีความงามที่หาได้ยาก งานเรือนก็ไม่เป็นรองใคร

“ท่านพี่ ท่านไปพบปะสหายเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปนั่งรอที่โต๊ะอีกด้าน สตรีไม่ควรยุ่งเกี่ยวเรื่องบุรุษ ข้าไปด้วยคงไม่เหมาะสม”

เสิ่นเยว่เอ่ยปากกับสามีเมื่อตรงหน้าคือกลุ่มขุนนางกว่าสิบคนที่จับกลุ่มยืนพูดคุยหน้างาน

เหวินซูมองมือเล็กที่อุ่นร้อนด้วยความเสียดาย แต่พอใจในความคิดของภรรยา นางรู้จักคิดและมีความเข้าใจ แต่ที่ติดคือนางดื้อรั้น ไม่พูดกับบิดาของนางเพื่อให้อีกฝ่ายยื่นมือช่วยเขาที่เป็นลูกเขย ถ้านางยอมทำมีหรือเขาจะทิ้งขว้าง

“เช่นนั้นเจ้าก็หาเพื่อนนั่งด้วยเถอะ”

“เจ้าค่ะ”

เสิ่นเยว่รับคำสามีอย่างว่าง่าย นางยืนมองสามีเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนก่อนจะแยกไปหาที่นั่งอีกด้านที่เป็นด้านของสตรี ระหว่างเดินยังไม่ลืมนำผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือข้างที่ถูกเขากุมแน่น

มันช่างน่าสะอิดสะเอียน มือของเขามันช่างน่ารังเกียจ ถ้าทำได้ นางอยากเอาน้ำชาร้อนมาล้างมือด้วยซ้ำ

เมื่อเดินมาถึงกลุ่มเหล่าฮูหยินจวนอาน เสิ่นเยว่ก็ต้องยิ้มแย้มอีกครั้ง ลืมความรู้สึกรังเกียจที่ยังกัดกินจิตใจตนเอง นางเข้าไปทักทายและทำหน้าที่ภรรยาเอกที่ดี คือพูดคุยทำความรู้จักกับฮูหยินคนอื่น ๆ เพื่อสร้างสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้สามี

“ดูเจ้าจะมีความสุขนะวันนี้ จางฮูหยิน”

เสียงด้านหลังทำให้เสิ่นเยว่ที่ใบหน้าราบเรียบยิ้มหวานขึ้นมาอีกหน นางมองผู้ที่เข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร

“คุณหนูเจิ้งส่วง”

“วันนี้หน้าตาจางฮูหยินสดใสขึ้นมาก ใบหน้ายังแดงซ่านทำให้ท่านดูเหมือนสตรีที่ยังไม่ออกเรือน”

เสิ่นเยว่เอามือขึ้นมาจับใบหน้าตนเอง นางหน้าแดงมากขึ้น แสดงความเขินอายเหมือนเด็กสาวมากกว่าเดิมอีกเท่า สีหน้าท่าทางของเสิ่นเยว่ยิ่งเป็นผลให้เจิ้งส่วงไม่พอใจมากกว่าเดิม

“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคนเรามีความรัก สุขสมหวัง จะดูเด็กมากขึ้น มาวันนี้คำพูดของคุณหนูเจิ้งส่วงทำให้ข้าเชื่อแล้วว่ามันจริง”

เสิ่นเยว่พูดไปยิ้มไป บิดกายไปมาด้วยความเขิน ทำให้คนอื่น ๆ ที่มองอยู่อดเอ็นดูความน่ารักสดใสของเสิ่นเยว่ไม่ได้

“ท่านจางเหวินซูดูแลท่านดีมากหรือเจ้าคะ หลัง ๆ มาเจอทีไรจางฮูหยินก็ดูสดใสมากขึ้น ไม่ซึมเศร้าดูเหงาเช่นเดิม”

“เจ้าค่ะ เพราะเข้าใจกันมากขึ้น อีกอย่าง ช่วงนี้จวนจางเรามีแต่ข่าวน่ายินดี จะไม่ให้ข้าสุขใจขึ้นได้อย่างไร อนุซินนางก็รู้ความ เอาใจใส่ท่านพี่อย่างดี ท่านพี่เองก็ดูอารมณ์ดีมากขึ้นตั้งแต่อนุซินย้ายเข้ามาอยู่ เหมยจื่อก็ไม่มีอะไรน่ากังวล ท้องของนางใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนทั้งจวนยิ้มออก ตอนนี้มีแต่คนรอคอยอยากเห็นหน้า ท่านแม่ก็อารมณ์ดีเพราะมีหลานแล้ว ข้าเองพลอยสุขใจไปด้วยที่เห็นทุกคนมีความสุข”

เสิ่นเยว่พูดทุกอย่างออกมาด้วยความสุข ท่าทาง สีหน้า แววตาที่ส่งออกมามันทำให้ทุกคนที่เห็นรับรู้และเชื่อจริง ๆ ว่านางมีความสุขจริง ๆ ไม่ได้สร้างภาพการเป็นสตรีใจกว้างขึ้นมา

เหล่าบุรุษที่ได้ยินก็อดชื่นชมไม่ได้และอยากได้สตรีที่คิดแบบนี้เป็นภรรยาตนเอง ส่วนเหล่าฮูหยินทั้งหลายก็อดที่จะชื่นชมความเมตตาที่เสิ่นเยว่มีไม่ได้ น้อยมากที่ฮูหยินเอกจะเมตตาเหล่าเมียคนอื่นของสามี ไหนจะยังใส่ใจครอบครัวสามี ทั้งดูแลแม่สามีและสามีเป็นอย่างดี

เจิ้งส่วงแทบอยากจะเข้าไปผลักอีกฝ่าย ติดที่ว่าทำที่นี่ไม่ได้ นางได้แต่กำมือแน่น สายตาคมมองไปทางคนรักที่ยืนหันหลังให้ เอาแต่พูดคุยกับขุนนางคนอื่น ๆ

พอมองกลับมาที่สตรีตรงหน้า นางก็ยิ่งโกรธจนต้องเดินหนีออกไปทันที

เสิ่นเยว่มองด้วยหางตาแล้วหันไปพูดคุยกับเหล่าฮูหยินคนอื่น ๆ ต่อ ใบหน้าของนางไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา ได้แต่นิ่งฟังคนอื่น ๆ คุยกัน จนมีฮูหยินคนหนึ่งพูดเรื่องเจิ้งส่วงขึ้นมาแล้วยังมีเสิ่นเยว่เข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

เสิ่นเยว่หน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

“จางฮูหยิน วันก่อนข้าเห็นนายท่านจางไปที่เหลาอาหารพบกับคุณหนูเจิ้งส่วง ข้าว่าที่นางอารมณ์เสียแล้วเข้ามาพูดจาถากถางท่านคงเกี่ยวกับเรื่องนี้”

“นั่นสิ ทั้งสองคนไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ข้าเห็นเดือนก่อนนายท่านจางพานางไปซื้อผ้าพับใหม่อยู่เลย เรื่องพวกนี้จางฮูหยินไม่เคยได้ยินมาเลยหรือ ไหนจะเรื่องที่นายท่านเจิ้งบิดาของนางออกหน้าว่าจะช่วยเรื่องตำแหน่งงานนายท่านจางอีก”

จากนั่นหลายคนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งนี้ทำให้เสิ่นเยว่แสดงความอึดอัดใจออกมาชัดเจนกว่าเดิม ใบหน้าที่ยิ้มแย้มซีดเซียวลงทันตา

“ข้าได้ยินมาบ้างเจ้าค่ะ”

“แล้วท่านไม่คิดว่ามันไม่เหมาะสมเลยหรือ”

“จะไม่เหมาะสมได้ยังไงกันเจ้าคะ หากท่านพี่พอใจ มีแต่ข้าต้องยินดี อย่างน้อยมันคือความสุขของผู้เป็นสามี เขามีความสุข เราที่เป็นภรรยาย่อมมีความสุขไปด้วย ขอเพียงท่านพี่มีความสุขเท่านั้น”

เสิ่นเยว่พูดด้วยรอยยิ้มที่เศร้าใจ ด้วยฐานะทางตระกูลของนางและเจิ้งส่วงเทียบเท่ากัน หากแต่งอีกฝ่ายเข้าจวนจาง ไม่แน่เรื่องฐานะของเสิ่นเยว่จะเปลี่ยนไป ยิ่งนางเป็นสตรีที่ไม่เคยเข้าหอกับสามี เรื่องนี้คนรู้กันทั้งเมืองหลวงว่าจางเหวินซูไม่เคยแตะต้องตัวเสิ่นเยว่มากกว่าการจับมือ แต่เพราะเสิ่นเยว่เป็นคนดีและอ่อนโยนจึงไม่คิดเล็กคิดน้อย นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้

“ท่านช่างใจกว้างจริง ๆ”

“เราเป็นภรรยาเอก ย่อมต้องใจกว้างให้มาก อะไรที่เป็นความสุขของสามีเรายังต้องกระทำเจ้าค่ะ”

ใช่แล้ว ความสุขของจางเหวินซูคือการแต่งเจิ้งส่วงเข้าจวนจาง เช่นนั้นเสิ่นเยว่จะทำให้พวกเขาสมหวังเร็วมากยิ่งขึ้น ให้พวกเขาได้ครองรัก เป็นสามีภรรยาตามที่ทั้งสองคนต้องการ

มาดูกันว่าต่อจากนี้จะเป็นยังไง เสิ่นเยว่ยอมแสดงบทบาทรักหวานซึ้งกับสามี ยอมให้บุรุษน่ารังเกียจเช่นนั้นแตะต้องตัว นางต้องได้ในสิ่งที่เกินคำว่าสาสมเป็นกำไรจากเรื่องในวันนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป